Open on Mon – Fri 09:00-17:00

TEL : 02-538-6996

facebook technicalbiomed
TBMGoldenSociety

THE GOLDEN SOCIETY OF AESTHETIC MEDICINE

THE GOLDEN SOCIETY OF AESTHETIC MEDICINE

อัพเดทเทรนด์ความงามกับเทคโนโลยีมาตรฐานระดับโลก

TBMGoldenSociety

ประมวลภาพบรรยากาศและวิวอันงดงามดุจดั่งทองริมสองฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยา ภายในงาน THE GOLDEN SOCIETY OF AESTHETIC MEDICINE ณ เรือสำราญ Saffron Cruise By Banyan Tree ทางบริษัท ขอกราบขอบพระคุณคุณหมอทุกท่าน ที่ให้ความสนใจนวัตกรรมและกิจกรรมของทางเราในครั้งนี้เป็นอย่างมาก และเรามีความยินดีเป็นอย่างยิ่งที่จะได้ดูแลคุณหมอในทุกโอกาสต่อๆ ไปค่ะ

Venus Concept Inc. Announces FDA 510(k) Clearance for Venus Viva MD

Venus Concept Inc. Announces FDA 510(k) Clearance for Venus Viva MD

Venus Concept Inc. Announces FDA 510(k) Clearance for Venus Viva MD

Venus Concept Inc. Announces FDA 510(k) Clearance for Venus Viva MD

   Venus Viva MD นวัตกรรมเพื่อการฟื้นฟูผิวในรูปแบบใหม่จาก Venus Concept Inc. ผู้นำด้านเทคโนโลยีความงามทางการแพทย์ระดับโลก เป็นอีกหนึ่งในนวัตกรรมที่ช่วยขยายความสามารถในการดูแลและรักษาปัญหาผิวได้อย่างครอบคลุม และตอบโจทย์แก่วงการแพทย์ผิวหนังด้านความงามมากยิ่งขึ้น

 

   Venus Viva MD เป็นอุปกรณ์ขนาดกระทัดรัด ที่มาพร้อมด้วย 2 แอปพลิเคเตอร์ สามารถทำงานและรักษาปัญหาผิวได้หลากหลาย โดยมี Viva MD applicator ซึ่งเป็น fractional handpiece ตัวใหม่ ที่ปลายหัวทิปประกอบไปด้วยพินขนาดเล็ก จำนวน 80 พิน พร้อมเพิ่ม output energy เป็นสองเท่า (124 mJ/pin) เมื่อเทียบกับแอปพลิเคเตอร์เดิม ซึ่ง Viva MD applicator 80 พิน เหมาะสำหรับการรักษาผิวที่ต้องการให้มีการเกิด Ablation และการผลัดเซลล์ผิวใหม่ เพื่อช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการรักษา ร่วมกับความปลอดภัยสูงสุด

 

   Venus Viva MD เป็นหนึ่งในนวัตกรรมประเภท non-invasive treatment เพื่อการรักษาปัญหาริ้วรอยบนใบหน้า ทั้งในระดับปานกลางถึงรุนแรงได้อย่างมีประสิทธิภาพ รวมทั้งการรักษา ปัญหาหลุมสิว (acne scars) สีผิวไม่สม่ำเสมอ (dyschromia) รอยแตกลาย (striae) และปัญหารูขุมขนกว้าง (enlarged pores) โดยเหมาะสำหรับสีผิว Fitzpatrick I-IV นอกเหนือกว่านั้น ยังมาพร้อมกับเทคโนโลยี Internet of Things (IoT) เพื่อช่วยในการรวบรวมข้อมูลต่างๆ สำหรับช่วยพัฒนารูปแบบของธุรกิจและเพิ่มประสิทธิภาพของการรักษาให้ดียิ่งขึ้น โดย Venus Viva MD. เป็นอุปกรณ์ที่ได้รับ FDA 510(k) ล่าสุด เมื่อวันที่ 1 กรกฎาคม 2020 ที่ผ่านมา

Reference :
https://www.venusconcept.com/en-gl/news/venus-concept-inc-announces-fda-510k-clearance-for-venus-viva-md/?utm_source=socialmedia&utm_medium=referral&utm_campaign=SocialContent&fbclid=IwAR2nvoWl3VszmEn2bu3cguMd7WE7OCLEc_4dcXjaayOG6QEINnftFmufRoU

Share this post

Skin Resurfacing

ความแตกต่างของ Skin Resurfacing ด้วยเทคโนโลยี Fractional RF vs RF Microneedling

Skin Resurfacing

ไขข้อสงสัย? การทำ Skin Resurfacing ด้วยเทคโนโลยี Fractional RF และ RF Microneedling เหมือนหรือต่างกันอย่างไร?

อีกหนึ่งกระแสความงามที่มาแรงอย่างต่อเนื่องสำหรับคนหนุ่มสาวจากทั่วโลก คือการหานวัตกรรมหรือทรีทเมนต์ที่ตอบโจทย์การฟื้นฟูผิว โดยจากการสำรวจของ American Society for Dermatologic Surgery (ASDS) เผยว่า ผู้คนกว่า 70% ทั่วโลก มีความกังวลใจในเรื่องของการมีสีผิวไม่สม่ำเสมอหรือผิวที่ไม่เรียบเนียนกระจ่างใส และพยายามมองหาวิธีการต่างๆ เพื่อแก้ปัญหาผิวเหล่านั้น ซึ่งนวัตกรรมที่สามารถตอบโจทย์ความต้องการดังกล่าวได้ คือ นวัตกรรมเพื่อการผลัดผิว หรือ การทำ Skin Resurfacing นั่นเอง

 

โดยนวัตกรรมนี้จะเน้นให้ผลในการแก้ปัญหาต่างๆ ได้อย่างครอบคลุม ไม่ว่าจะเป็น รูขุมขนที่กว้าง ริ้วรอยต่างๆ ปัญหารอยแตกลาย หลุมสิวหรือแผลเป็นต่างๆ เพื่อให้ผิวที่ไม่เรียบเนียนกลับมามีผลลัพธ์ที่ดีได้อย่างน่าอัศจรรย์ จนทำให้ตลาดความงามด้านการทำ Skin Resurfacing นี้ยังคงเติบโตเรื่อยๆ ไม่มีที่สิ้นสุด ซึ่งหากพูดถึงการทำ Skin Resurfacing ในปัจจุบัน ก็มีทางเลือกมากมายที่ต่างพัฒนามาเพื่อให้ผู้เข้ารับการรักษาได้รับความสะดวกสบายยิ่งขึ้น ร่วมกับระยะพักฟื้นที่สั้นลง ซึ่งเทรนด์ที่สามรถดึงดูดความสนใจของผู้คนอย่างล้นหลามในช่วงเวลานี้ มีด้วยกันหลักๆ 2 นวัตกรรม คือ Fractional RF Resurfacing และ RF Microneedling ที่มองเผินๆ หลายคนอาจเข้าใจว่าทั้งสองนวัตกรรมนี้คือสิ่งเดียวกัน แต่ในความเป็นจริงแล้วจะเป็นอย่างไร เรามาหาคำตอบกันในบทความนี้นะคะ

Skin Resurfacing

ก่อนอื่นเรามาเริ่มทำความรู้จักกันก่อนว่า Skin Resurfacing คืออะไร?

Skin Resurfacing หรือที่หลายๆ คนรู้จักกันในชื่อ “การผลัดผิว” เป็นคำศัพท์ทั่วไปทางด้านการรักษาที่สื่อถึงการทำให้ผิวเกิดความเสียหายด้วยวิธีการต่างๆ ที่เราสามารถควบคุมได้ โดยความเสียหายที่เกิดขึ้นกับผิวนั้น จะกระตุ้นให้ร่างกายเกิดกระบวนการบำบัดตามธรรมชาติเพื่อซ่อมแซมส่วนเหล่านั้น และฟื้นฟูปัญหาผิวที่มีอยู่ให้เหลือน้อยที่สุด

 

การทำ Skin Resurfacing มักจะก่อให้เกิดปฏิกิริยา 2 ประเภทที่ผิวหนังของเรา คือ Ablation และ Coagulation ซึ่งขึ้นอยู่กับเทคโนโลยีที่เราใช้ โดยอาจเกิดทั้งสองปฏิกิริยา หรือเกิดเพียงอย่างใดอย่างหนึ่ง การเกิด Ablation เป็นการส่งพลังงานความร้อนที่มากกว่า 100 องศาเซลเซียสลงสู่ชั้นผิวอย่างรวดเร็ว เพื่อให้ผิวชั้นบน (superficial layer) เกิดการระเหิดไปในทันที โดยกระบวนการซ่อมแซมจะใช้เวลาพอสมควร ขึ้นอยู่กับเทคนิคที่ใช้ในการรักษา รวมถึงความเสียหายของเนื้อเยื่อผิว ซึ่งหากเราเลือกการรักษาที่ทำให้ผิวเกิดการ Ablation มาก ระยะเวลาพักฟื้นจะใช้เวลามากตามไปด้วย ทั้งอาจเสี่ยงต่อการติดเชื้อ หรือเกิดรอยดำหลังการอักเสบ hypopigmentation (PIH) ตามมาได้ ยกตัวอย่างเช่น การทำ CO2 lasers และ Plasma lasers

 

อีกหนึ่งปฏิกิริยาที่สามารถเกิดขึ้นจากการทำ Skin Resurfacing คือ Coagulation เป็นการสะสมพลังงานความร้อนสู่ผิวชั้นลึกเพื่อกระตุ้นให้เกิดการสร้างเส้นใยคอลลาเจนและอีลาสติน (neocollagenesis) เพิ่มขึ้น ซึ่งมีเทคโนโลยีมากมายที่ช่วยให้ผิวเกิด Coauglation ได้โดยไม่ทำลายผิวชั้นบน เช่น Fractional Non-Ablative Lasers, RF รวมถึง HIFU   

RF Microneedling VS Fractional RF

RF Microneedling VS Fractional RF

เทคโนโลยี RF Microneedling พัฒนามาจากการทำ Microneedling แบบดั้งเดิม ซึ่งเป็นการใช้เข็มขนาดเล็ก (อาศัยแรงเชิงกล) เจาะเข้าสู่ผิวหนังเพื่อให้เกิดบาดแผลใต้ชั้นผิวในระดับความลึกต่างๆ แผลที่เกิดขึ้นจะกระตุ้นให้ร่างกายเกิดกระบวนการฟื้นฟูผิวตามธรรมชาติ โดยที่ผิวไม่ได้เกิดกระบวนการ Ablation หรือ Coagulation เลย ซึ่งเทคโนโลยีนี้อาจสร้างความเจ็บปวดให้แก่ผู้เข้ารับการรักษา เนื่องจากบาดแผลมีขนาดที่ค่อนข้างใหญ่ รวมทั้งมีระยะการพักฟื้นที่ยาวนานและเสี่ยงต่อการติดเชื้อได้ง่าย 

 

ต่อมามีการพัฒนาและเพิ่มพลังงาน RF ร่วมกับการใช้ Microneedles เป็นนวัตกรรมที่เรียกว่า RF Microneedling ในการส่งพลังงานความร้อนให้แก่ชั้นผิวที่ผ่านปลายเข็มนั้นๆ เพื่อกระตุ้นให้ผิวเกิดกระบวนการ coagulation โดยที่ผิวชั้นบนจะไม่ได้ผลในการผลัดผิวเลยแม้แต่น้อย

 

สำหรับเทคโนโลยี Fractional RF เป็นเทคโนโลยีที่อาศัยการทำงานผ่านพินขนาดเล็กที่สัมผัสบริเวณผิวหนังชั้นบน และส่งคลื่นความถี่วิทยุเพื่อให้เกิดการสะสมพลังงานความร้อนใต้ผิวที่ลึกลงไป เพื่อให้เกิดปฏิกิริยา Ablation ที่ผิวชั้นบนเกิดการสร้างเซลล์ผิวใหม่ และเกิด Coagulation ที่ผิวชั้นลึกซึ่งกระตุ้นให้ไฟโบรบลาสต์เกิดการสร้างคอลลาเจนและเส้นใยอีลาสตินเพิ่มขึ้นไปพร้อมๆ กัน  ซึ่งการทำงานร่วมกันของปฏิกิริยาทั้งสองนี้ ทำให้ผิวได้รับการฟื้นฟูอย่างเต็มกระบวนการ เผยผิวใหม่ สุขภาพดี  และผลลัพธ์ที่ยาวนานเมื่อเทียบกับวิธีการอื่นๆ 

 

และในปัจจุบันได้มีการพัฒนานวัตกรรม NanoFractional RF เพื่อผลการรักษาที่ดียิ่งขึ้น ดังเช่น Venus Viva™ MD ซึ่งก่อให้เกิดบาดแผลที่มีขนาดเล็กมาก รวมทั้งสามารถควบคุมพลังงานเพื่อให้เกิดปฏิกิริยา Ablation ร่วมกับ Coagulation ได้อย่างสมบูรณ์แบบ ผ่านปลายพินขนาดเล็ก (160 x 38 um2) โดยผสานเทคโนโลยี SmartScan™ ที่มีอัลกอริธึมอันแตกต่างในการควบคุมการปล่อยพลังงานได้อย่างสม่ำเสมอในรูปแบบสุ่ม ทำให้เนื้อเยื่อผิวเกิดเป็นแผลสลับกับผิวที่ดี เพื่อช่วยให้ผิวเกิดการฟื้นฟูได้อย่างสมบูรณ์แบบ ไม่ว่าจะเป็นการลดรอยแผลเป็นจากสิวหรือรอยแผลเป็นอื่นๆ การฟื้นฟูริ้วรอยทั้งร่องลึกและตื้น การปรับสภาพผิวและแก้ไขปัญหาเม็ดสีผิวที่ไม่สม่ำเสมอ โดยมีการพักฟื้นที่สั้นลง แผลหายเร็วขึ้น ลดความเสี่ยงในการเกิดรอยดำหลังการอักเสบ (PIH) และปลอดภัยสำหรับทุกสภาพผิวและทุกโทนสีผิว

 

จากบทความนี้เราจะเห็นได้ว่านวัตกรรมทั้ง 2 นี้ แม้จะเป็นการทำ Skin Resurfacing เหมือนกัน แต่กลับมีความแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง ทั้งในเรื่องของหลักการทำงาน ผลลัพธ์ และระยะเวลาพักฟื้น รวมถึงความเสี่ยงต่างๆ ที่อาจเกิดขึ้นเนื่องจาก RF Microneedling จะเป็นการรักษาที่ให้ผลเฉพาะในผิวชั้นลึกเท่านั้น ซึ่งต่างจาก Fractional RF ที่สามารถฟื้นฟูผิวได้ทั้งชั้นบนและผิวชั้นลึก นอกจากนี้การทำ Skin Resurfacing ยังมีนวัตกรรมอีกมากมายที่แตกต่างออกไป ทั้งการใช้ Laser ชนิดต่างๆ รวมทั้งการใช้สารเคมีเพื่อผลัดเซลล์ผิว โดยนับเป็นทรีทเมนต์ที่เติบโตรวดเร็วที่สุดเป็นอันดับหนึ่งในปี 2017 เลยทีเดียวค

IMCAS Asia 2022
News & Events
Technicalbiomed

IMCAS Asia 2022

ขอเชิญเข้าร่วมงาน“IMCAS Asia 2022”วันที่ 29-30 กันยายน,

Read More »
ADAC IAS 2022
News & Events
Technicalbiomed

ADAC IAS 2022

ขอเชิญเข้าร่วมงานประชุมเชิงปฏิบัติการ“ADAC IAS 2022”วัน

Read More »
Nano fractional RF รักษารอยแตกลาย

ประสิทธิภาพและความปลอดภัยในการใช้ Nanofractional Radio Frequency เพื่อการรักษารอยแตกลาย

Paper Venus Viva

ประสิทธิภาพและความปลอดภัยในการใช้ Nanofractional Radio Frequency เพื่อการรักษารอยแตกลาย

Striae distensae (SD) หรือผิวแตกลาย เป็นกลุ่มอาการทางผิวหนัง ที่มักเกิดจากการที่ร่างกายมีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ไม่ว่าจะเป็นการเพิ่มขึ้นของน้ำหนักตัว การตั้งครรภ์ หรือการมีฮอร์โมนคอร์ติโคสเตรียรอยด์ที่สูง ผิวแตกลายสามารถแบ่งได้ 2 ระดับ คือ Striae rubra และ Striae alba โดยวิธีการรักษารอยแตกลายมีหลากหลาย เช่น การใช้เรตินอยด์ การใช้สารเคมีในการลอกผิว หรือการทำ Microdermabrasion แต่ล้วนให้ผลลัพธ์ที่ไม่น่าพึงพอใจเท่าที่ควร มีงานวิจัยบางงาน ใช้เทคโนโลยี Fractional laser photothermolysis รักษาปัญหาผิวแตกลายได้อย่างมีประสิทธิภาพ แต่มักก่อให้เกิด Hyperpigmentation ในผู้ป่วยที่มีสีผิวเข้ม

ดังนั้นในปัจจุบันได้มีการพัฒนาเทคโนโลยี fractional radiofrequency มาใช้เพื่อการรักษาผิว ซึ่งให้ผลลัพธ์ที่ดีพร้อมกับข้อจำกัดต่างๆ ที่ลดลง โดยได้รับการรับรองจาก US.FDA ด้านการฟื้นฟูผิว ยิ่งกว่านั้นเทคโนโลยีนี้ยังมีความแตกต่างจากการใช้เลเซอร์ เนื่องจากไม่จำเป็นต้องใช้ความสามารถในการจับกับโครโมฟอร์ จึงทำให้สามารถตอบโจทย์ในการรักษาได้ทุกสีผิว

เทคโนโลยีล่าสุดที่ได้พัฒนาเพื่อการฟื้นฟูผิวรูปแบบใหม่นี้ เรียกว่า Nanofractional radiofrequency (RF) มีการใช้เข็มขนาดเล็ก ทำหน้าที่ในการส่งพลังงาน RF ลงสู่ผิวหนังโดยตรงเพื่อให้เนื้อเยื่อผิวเกิดเป็นแผลขนาดเล็กสลับกับผิวที่ดี (Fractionation Technique) และด้วยพินที่มีขนาดเล็ก ทำให้อุปกรณ์นี้สามารถลดผลข้างเคียงต่างๆ พร้อมการฟื้นฟูผิวได้เร็วกว่าเทคโนโลยีอื่นๆ ซึ่งมีงานวิจัยทางคลินิกจำนวนมากที่รับรองผลของการรักษา ในด้านต่างๆ เช่น รอยแผลเป็นจากสิว ริ้วรอย รวมถึงผิวที่เรียบเนียนขึ้น

งานวิจัยฉบับนี้เป็นการศึกษาประสิทธิภาพและความปลอดภัยของ Nanofractional radiofrequency สำหรับการรักษาผิวแตกลาย โดยทำการทดลองกับอาสาสมัคร 33 คน ที่มีอายุระหว่าง 18-60 ปี ที่ได้รับการวินิจฉัยจากแพทย์ผิวหนังว่าเป็นผู้มีปัญหาผิวแตกลาย โดยแบ่งอาสาสมัครเป็นกลุ่มละ 11 คน ที่มีรอยโรคอยู่ที่บริเวณต้นขา, หน้าท้อง หรือ ก้น โดยทำการรักษาด้วยเทคโนโลยี Nanofractional RF (Venus Viva™) จำนวน 3 ครั้ง แต่ละครั้งห่างกัน 4 สัปดาห์

เก็บผลลัพธ์ โดยการถ่ายภาพ Before / After ด้วยกล้องดิจิตอลความละเอียดสูง (Olympus XZ10) จำนวน 4 ครั้ง ในช่วงก่อนการรักษา, สัปดาห์ที่ 4, 8 และ 12 หลังการรักษา นอกจากนี้มีการประเมินผลลัพธ์ทางคลินิกด้วย total lesional surface area โดยใช้ Pictzar™ software และมีการวัดขนาด ความกว้างของรอยแตกลายด้วย Capiler measurement

ร่วมกับการบันทึกความพึงพอใจของอาสาสมัคร สำหรับการเปลี่ยนแปลงของรอยโรค ในเรื่องของ Texture ผิว, ขนาด และการเปลี่ยนแปลงโดยรวม ด้วยเกณฑ์คะแนน 5 ระดับ ดังนี้ 1 = ไม่พอใจอย่างยิ่ง 2 = ไม่พอใจ 3 = ค่อนข้างพอใจ 4 = พึงพอใจ 5 = พอใจอย่างยิ่ง สำหรับการประเมินความพึงพอใจของแพทย์ผู้ทำการรักษา โดยการเปรียบเทียบภาพก่อนและหลังการทำทรีทเมนต์ จากแพทย์ผิวหนัง 2 ท่าน โดยใช้ clinical quartile rating scale ดังนี้ : 0 = ผลลัพธ์ดีขึ้น 0-25% , 1 = ผลลัพธ์ดีขึ้น 26-50% , 2 = ผลลัพธ์ดีขึ้น 51-75% และ 3 = ผลลัพธ์ดีขึ้น 75% ขึ้นไป

ซึ่งจากผลลัพธ์ที่ได้หลังการรักษาครั้งสุดท้าย 4 สัปดาห์ พื้นที่ผิวทั้งหมด ทั้งความกว้างและขนาดของผิวแตกลายมีความลดลงจาก baseline อย่างมีนัยสำคัญ (P <0.001) มีการรายงานพบการเกิด Post inflammatory hyperpigmentation (PIH) ในอาสาสมัคร 6 ราย และจากการศึกษาด้านจุลพยาธิวิทยา พบว่าเส้นใยคอลลาเจนและอีลาสตินมีความหนาแน่นมากขึ้น อย่างมีนัยสำคัญ (P = 0.005 และ 0.012 ตามลำดับ) และอาสาสมัครมีความพึงพอใจในผลการรักษาอยู่ในระดับ 4 และ 5

 

ดังนั้นจากผลการศึกษาวิจัยฉบับนี้สรุปได้ว่า Nanofractional RF  สามารถรักษารอยแตกลาย Striae alba ได้อย่างปลอดภัยและให้ผลลัพธ์ที่มีประสิทธิภาพสูง

Reference :

Napatthaorn P, Thep C, Suwirakorn O et al. An efficacy and safety of nanofractional radiofrequency for the treatment of striae alba, J Cosmetic Derm 2016; 0: 1-7

IMCAS Asia 2022
News & Events
Technicalbiomed

IMCAS Asia 2022

ขอเชิญเข้าร่วมงาน“IMCAS Asia 2022”วันที่ 29-30 กันยายน,

Read More »
ADAC IAS 2022
News & Events
Technicalbiomed

ADAC IAS 2022

ขอเชิญเข้าร่วมงานประชุมเชิงปฏิบัติการ“ADAC IAS 2022”วัน

Read More »